Sunday, 3 March 2024

“แมว-จิระศักดิ์” ชี วิ ตเปลี่ยนเพราะธรรมะ

เรียกว่าใช้ชี วิ ตมาคุ้มสำหรับร๊อกเกอร์รุ่นใหญ่อย่าง “แมว-จิระศักดิ์ ปานพุ่ม” จากชี วิ ตที่เคย “เสเพล” ทั้งเหล้า ทั้งบุหรี่ และ ยาเสพติด วันนี้เดินทางสู่ทาง  “ธรรมมะ” โดยการชักนำของ “คุณแหนว-อาจารีย์” ภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งงา นนี้เจ้าตัวได้เปิดใจในรายการ “เปิดโปง” ทาง “ช่อง 2” ข่าวลึก บันเทิงร้อน ว่า “เหมือนตายแล้วเกิดใหม่” ทุกวันนี้ละทิ้งสิ่งไม่ดีทุกอย่าง มาตั้งมั่นอยู่กับคำว่า “สติ” ที่ผ่านมาบทเรียนผิดพลาดถือว่าเป็นครู

เปลี่ยนมานับถือพุทธ ?

“สนใจธรรมมะเนี่ยคิดว่าประมาณ 6-7 ปีได้ ก่อนหน้านี้ผมนับถือศาสนาคริสต์นะครับ ที่เปลี่ยนเนี่ยไม่ได้บอกว่ามีอะไรดีกว่า หรือเกิดเรื่องอะไรขึ้น ไม่เกี่ยว บังเอิญว่าเราได้ไปพบเจอแนวทางบางอย่าง ที่เหมือนกับว่าเราค้นหา แต่เราไม่รู้ตัวว่าเราค้นหา แล้วมันได้ไปเจอพอดีเราก็เลยรู้สึกประทับใจตรงนั้น ก็เลยตัดสินใจศึกษาแนวทางนี้มาตลอด ตั้งแต่ 6 ปีที่ผ่านมา”

อะไรทำให้เราเปลี่ยนใจมาศึกษาธรรมะ ?

“สิ่งที่ผ่านมาเนี่ย ผมเป็นคนที่มีอาจารย์ไม่ได้ เรียนอะไรตามโรงเรียนก็ไม่ได้ ดนตรีเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยตัวเอง ไปเรียนตามโรงเรียนก็ไฟไหม้(หัวเราะ) ผมไม่ได้ทำอะไรนะครับ(หัวเราะ) มันเหมือนโชคไม่ค่อยดีกับการที่ไปเรียนรู้กับสถาบัน เป็นคนที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แล้วพอชี วิ ตมันผ่านมาถึงวัย 30 กว่าๆ ใกล้จะ 40 เนี่ยมันเหมือนเรียนรู้ชี วิ ตมาความเละเทะ อะไรที่บอกว่าดีมันดียังไงก็ไปศึกษา ไม่ดียังไงก็เข้าสัมผัส  เขาบอกเหล้าไม่ดี ยาเสพติดไม่ดีมันจริงเหรอ(หัวเราะ)”

เราก็ลองหมด ?

“ครับ ลองหมดครับ ไม่ฉีดครับไม่ฉีด(หัวเราะ) ไปสัมผัส ไปผ่านแวดวงตรงนั้นแล้วมันทำให้ พอถึงจุดหนึ่งมันทำให้รู้สึกว่าเราโชคดีมากที่เรายังมีโอกาสได้คิดพอแล้วแหละ บางคนไม่มีโอกาสที่จะได้คิดตรงนั้น อาจจะเกิดอะไรขึ้นไปก่อน เสียชี วิ ตก็ว่ากันไป แต่ผมโชคดี พอคิดได้ว่าเหนื่อยว่ะ เหนื่อยกับการที่ไปปาร์ตี้ ไปเจอเพื่อน ไปอะไรที่แบบมันใช้ชี วิ ตแบบนั้น ก็เลยได้นั่งคิด แล้วประกอบกับอันนี้ขอพูดเลยผมว่าหลายคนไม่ค่อยกล้าถามเรื่องครอบครัวที่ผ่านมา ความเละเทะของเรามันคือส่วนใหญ่เลยที่ทำให้เกิดความล้มเหลวของครอบครัวในครั้งนั้น ก็เลยทำให้หันมาสู่ทิศทางทิศทางหนึ่ง ซึ่งมีคนชักชวนไป เพื่อนฝูงที่ดีๆ คนรอบข้างที่น่ารักก็พาไปเจอสิ่งนั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีที่ยึดเกาะแล้ว ก็เริ่มจากตรงนั้นก็เลยรู้สึกว่าพบทางที่จะทำให้ชี วิ ตสว่างขึ้นแล้ว”

ใครเป็นคนนำเรามาสู่จุดเปลี่ยนนี้ ?

“คุณแหนวครับ คุณแหนวคือภรรยาคนปัจจุบัน ตอนนั้นยังเป็นแฟนอยู่พาไปไหนก็ไป(หัวเราะ) พาไปพบกับหลวงตามหาบัว แล้วก็ได้ฟังเทศน์ของท่าน ตัวเองก็ไม่ได้รู้ภาษาของทางพระหรอกนะครับ แต่ท่านเทศน์ด้วยภาษาที่เรียบง่าย เราก็ฟังไปเรื่อย แล้วรู้สึกเย็น นิ่งกับการที่ได้ฟังตรงนั้น แล้วก็รู้สึกอยากมาอีก หลังจากนั้นก็ได้เจอกับพระท่านที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงตาท่านอยู่ที่ราชบุรี หลวงพ่อสงบ ได้ศึกษาเพิ่มเติมกับท่าน”

ได้ข่าวว่าไปแอบบวชมาด้วย ?

“ครับพอหลังจากนั้น หลังจากได้พบกับหลวงตา แล้วก็มาเจอกับหลวงพ่อสงบ ก็ศึกษามาเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าเรามองย้อนกลับไป สิ่งที่ผ่านมาที่มันเกิดขึ้นมันคือเรื่องสติอย่างเดียวเลยนะ เพราะว่าเราไม่เคยใส่ใจกับคำว่าสติเลย เหล้ามาสติกระเด็นไปโน้น(หัวเราะ)  ยามาสติกระเด็นไปนี่(หัวเราะ) อะไรก็แล้วแต่มันทำลายสติไปหมด เราไม่มีโอกาสได้ใช้มันเลยครับ พอได้มาเจอกับการคุมสติ การโฟกัสมันคือการนั่งสมาธินี่แหละครับ ไม่ได้นั่งให้ไปเห็นอะไร แค่รู้สึกว่าเอาสติตัวเองให้นิ่ง ฝึกไปเรื่อยๆ เราก็มองเห็นภาพความชั่วร้ายของตัวเองเต็มไปหมด(หัวเราะ) ได้เห็นอดีตที่ผ่านมามันคือครูเรานี่เองที่สอนเรา แล้วเราก็เอามาเป็นบทเรียนแล้วอย่าริอาจไปทำอีก”

นานไหมกว่าเราจะเรียกสติกลับมาได้ ?

“3 ปี กับการศึกษาธรรมะ แล้วก็การไปพบกับหลวงพ่อ ฝึกนั่งกรรมฐานไปเรื่อยๆ”

ยากไหมกับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ?

“ยากมากครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมมะที่เพิ่มเติมเข้ามา มันคือเรื่องของการเปลี่ยนเวลา เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ จากที่นอนเช้า คนอื่นเขานอนกลางคืน มาเปลี่ยนชี วิ ตเป็นนอนหัวค่ำ แล้วตื่นเช้า เพราะเราเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกทุกอย่าง มาออกกำลังกาย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะคุณแหนวบอกไว้ว่าถ้าไม่เลิก เราคงไม่ได้อยู่ด้วยกัน(หัวเราะ) แต่ตอนนั้นก็ยังมีแอบนิดๆ นะครับ งา นสังสรรค์ขอไวน์แก้วหนึ่ง แต่คุณแหนวเขาก็มีกุศโลบายพาไปเยี่ยมญาติที่ป่วยเป็นเส้นเลือดสมองแตก แล้วก้หาหนังสือชื่อตีบตันแตกตาย(หัวเราะ) มาให้เราอ่าน แล้วก็พาไปบำบัดจิตด้วยการไปเจอหลวงพ่อ เขาทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เราตรงนี้ ผมเรียกว่าเกิดใหม่แล้วกัน”

แมว จิรศักดิ์  ปานพุ่ม  คือร็อคเกอร์หนุ่มเจ้าของผลงา นเพลงชื่อดังจำนวนมาก หากมองแต่เพียงผิวเผินเขาดูเป็นนักร้องมาดนิ่งและมีความเป็นตัวเองสูง ยิ่งได้ชื่อว่าเป็นร็อคเกอร์แล้ว  ย่อมหนีไม่พ้นภาพลักษณ์ของแบดบอยไปได้

การบวชครั้งนี้ผมฝึกปฏิบัติอย่างเต็มที่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมตั้งใจบวชให้ “พ่อ” ด้วย

เหตุผลส่วนหนึ่งในการบวชครั้งนี้คือผมรู้สึกผิดกับพ่อ ตอนที่พ่อเสียชี วิ ต ผมไม่ได้ไปงา นศพท่าน เพราะติดงา นอยู่ต่างจังหวัดและอาจเป็นเพราะไม่ได้ผูกพันกับพ่อมากนักจึงไม่ได้กลับมากราบศพท่านเลยสักครั้ง ไม่รู้แม้กระทั่งว่าศพท่านอยู่ที่ไหน ช่วงที่บวชผมจึงอุทิศบุญกุศลให้พ่อทุกวัน

วัดป่าสันติพุทธารามเป็นวัดที่เน้นด้านปฏิบัติ ผมจึงได้นั่งสมาธิและเดินจงกรมอย่างเต็มที่และทำให้จิตใจสงบมาก อัตตา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นต่าง ๆ ก็ลดลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังได้อุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรในชาติก่อนและชาติปัจจุบันด้วย

วันหนึ่งผมเดินจงกรมผ่านไปสองชั่วโมงรู้สึกว่าจิตนิ่งเป็นสมาธิมาก จนสัมผัสได้ถึงปีติสุข ร่างกายเบาสบายมาก แต่จู่ ๆ กลับรู้สึกว่าในห้องนั้นเต็มไปด้วยใครมากมาย จนทำให้ผมรู้สึกแน่นอกแทบจะหายใจไม่ออก แต่จิตก็ยังไม่ว่อกแว่ก ผมเข้าใจว่าเขาน่าจะมาขอบุญกุศล จึงเริ่มอุทิศบุญให้ โดยให้พ่อเป็นคนแรก ต่อมาก็เป็นยาย และเจ้ากรรมนายเวร พอออกสมาธิก็ถึงกับน้ำตาไหลด้วยความปีติสุข เพราะรู้สึกว่าทุกคนที่เราแผ่บุญกุศลให้ได้รับผลบุญนี้แล้ว

ช่วงที่ผมบวชเป็นเวลาที่หลวงตามหาบัวมรณภาพ ผมมีโอกาสได้ไปสวดอภิธรรมให้ท่าน ในใจคิดอยู่เสมอว่า เป็นบุญมากที่ได้มาพบท่าน ได้เป็นลูกศิษย์ท่าน และเริ่มคิดได้ว่าตัวผมเองก็เป็นศิษย์มีครูนะ เพราะฉะนั้นต้องไม่ทำให้ครูท่านผิดหวัง ต้องกลับตัวกลับใจเป็นเรื่องเป็นราวให้ได้

“เกิดใหม่” อีกครั้งหลังจากบวช

ชี วิ ตหลังจากบวชเรียกว่าเป็นการ “เกิดใหม่” ได้อย่างเต็มปาก โดยมีครูบาอาจารย์เป็นผู้ให้กำเนิด ผมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เข้าใจชี วิ ตมากขึ้น แรก ๆ ผมไม่กล้าพูดถึงอดีตของตัวเองว่ามันเละแค่ไหน นั่นเป็นเพราะผมยังไม่วางตัวตน แต่เมื่อปฏิบัติมากขึ้นก็รู้สึกว่าเราจะมาถืออัตตาอย่างนี้คงไม่ใช่แล้ว

หลังบวชผมยังคงฝึกปฏิบัติอยู่เสมอเมื่อชี วิ ตกลับมามีสติ ก็ใส่ใจชี วิ ตมากขึ้นคิดเรื่องต่าง ๆ รอบตัวละเอียดขึ้น จากที่ไม่เคยสนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนรอบตัว ก็เริ่มใส่ใจความรู้สึกพวกเขามากขึ้น

ผมกลับไปดูแลแม่ให้ดีกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ดูแลท่านมากเท่าที่ควรผมเริ่มคิดถึง ทิกเกอร์ (ลูกชายคนแรก) เพราะที่ผ่านมาแทบไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของลูกเลย เมื่อผมเริ่มครอบครัวใหม่อีกครั้งและวางแผนจะมีลูกอีกคน จึงเริ่มเป็นห่วงว่าทิกเกอร์จะรู้สึกอย่างไร ผมจึงถามเขาเสมอว่าอยากมีน้องไหม ถ้ามีน้อง อยากให้น้องชื่ออะไร แรก ๆ เขาก็เฉย ๆ ไม่ตอบอะไร

ผมจึงค่อย ๆ พาเขาไปเล่นกับลูกของเพื่อน เริ่มให้เขาเข้าใจคำว่า “น้อง” ไปเรื่อย ๆใช้เวลาเป็นปี จนในที่สุดเขาก็เริ่มรับได้และบอกว่าอยากให้น้องชื่อ “แจสเปอร์” พอวันที่น้องคลอด เขาก็ดีใจที่เป็นคนตั้งชื่อให้น้องชายเอง

ลูกคือหนึ่งความปีติสุขในชี วิ ต

ก่อนมีแจสเปอร์ ผมและภรรยาสวดมนต์ทำบุญกันตลอด และอธิษฐานขอให้เด็กดี ๆ มาเกิดกับเรา ช่วงนั้นผมสวดมนต์และนั่งสมาธิวันละไม่ต่ำกว่าชั่วโมง บางวันนานถึงสี่ชั่วโมงก็มี เพราะเราสองคนคิดกันว่าสภาวจิตที่สงบและมีจิตอันกุศลของพ่อแม่จะน้อมนำให้ลูกที่จะมาเกิดมาด้วยกุศลเช่นกัน

แจสเปอร์เป็นเด็กที่ชอบการสวดมนต์มาก เขาจะคอยบอกผมทุกวันว่า “แดดดี๊สวดมนต์กันเร็ว” เพราะเมื่อเขาเห็นว่าพ่อกับแม่ชอบสวดมนต์ ไปวัด เขาก็ทำตาม บางวันผมเปิดเสียงสวดมนต์ของพระไว้ เขาก็นั่งนิ่งตั้งใจฟัง พอผมไปชวนคุยเข้า เขาก็จะบอกว่า “แดดดี๊ พระสวดอยู่”

ถ้าช่วงไหนผมไม่ได้สวดมนต์ให้เขาฟังเกินสามวัน เขาจะงอแงมาก บางครั้งผมรู้สึกว่าลูกเป็นเหมือนครูของผมคนหนึ่ง เพราะเขาสอนผมหลายอย่าง สอนให้ผมรั้งตัวเองไว้ในเรื่องของความโกรธ ไม่ให้ดุหรือตีเขาในขณะเดียวกัน เขาก็ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงปีติสุขโดยไม่ต้องเข้ากรรมฐาน เพราะเป็นความปีติสุขที่เกิดขึ้นได้ในชี วิ ตประจำวัน และเขาทำให้ผมรู้สึกว่าจะต้องทำตัวเองให้ดีขึ้น

ส่วนทิกเกอร์เป็นเด็กผู้ชายพูดน้อยเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย แต่เข้าใจคิดความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวก็เข้ากันได้ดี ผมกับ คุณกี้ (นิโคล เทริโอ) เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทิกเกอร์และแจสเปอร์ก็มีโอกาสได้เจอกันบ่อย ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นทิกเกอร์และแจสเปอร์เล่นด้วยกัน ทิกเกอร์เป็นพี่ที่ดี คอยดูแลน้องเสมอ สิ่งเหล่านี้มาจากความรักที่เรามอบให้เด็กทั้งสองคนนี้

อดีตสอนใจ

ถ้าถามว่าอยากกลับไปแก้อดีตช่วงไหนผมบอกเลยว่าคงทุกช่วงเลยครับ ตั้งแต่วันที่รับปากว่าจะเล่นดนตรีกับพี่ชาย ถ้าย้อนกลับไปได้คงบอกตัวเองว่า ตั้งใจเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อนเถอะ เพราะชี วิ ตที่มีสติของผมหายไปตั้งแต่เหล้าแก้วแรกเข้าปาก จากนั้นก็มีแต่เรื่องลบ ๆ ที่สั่งสมไว้

เมื่อก้าวผ่านอดีตเหล่านั้นมาได้ ผมก็เข้าใจตัวเองและเข้าใจชี วิ ต มีคำหนึ่งที่ผมชอบมากคือคำว่า “พลังงา น” ผมเชื่อว่าตัวเราทุกคนและสรรพสิ่งทุกอย่างล้วนมีพลังงา นแฝงอยู่ เพียงแต่เราจะนำพลังงา นด้านบวกหรือด้านลบมาใช้ ซึ่งแย่หน่อยว่าที่ผ่านมาในอดีต ผมดึงแต่พลังงา นลบออกมาโดยคิดไปว่ามันคือพลังงา นบวกที่ทำให้ตัวเองมีความสุข

พวกภาพลวงเรื่องแสงสี ชื่อเสียงเกียรติยศ ก็มีอยู่เป็นธรรมดาของมัน เราจะไปโทษสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ ต้องดูตัวเองว่าใช้ชี วิ ตอย่างมีสติหรือเปล่า เราประคองตัวเองได้ดีแค่ไหน ผมไม่ได้บอกว่าชื่อเสียงหรือมีเ งิ นมีทองไม่ดี เพียงแต่ว่ามีแล้วก็อย่าไปหลงใหลจนทำให้ตัวเองเปลี่ยนไป ผมได้เรียนรู้สัจธรรมเหล่านี้จากชี วิ ตตัวเองล้วน ๆโดยไม่ต้องมีใครมานั่งบอกนั่งสอนเลย

ความสุขทุกวันนี้คือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนหรือแม้แต่คนที่เรานั่งคุยอยู่ด้วย ผมรู้สึกปลอดภัยโดยไม่ต้องพกปืนไปเล่นคอนเสิร์ตมีความสุขโดยที่ไม่ต้องเล่าเรื่องตลกให้ใครหัวเราะ หรือเพราะมีเ งิ นทองมากมาย แต่เพียงแค่คิดบวก ใจเราก็สุข แล้วก็จะมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น

เวลานี้ผมได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำ หนึ่งในนั้นคือการเรียนต่อ เพราะจริง ๆ แล้วผมรักการเรียนมาก ช่วงเข้ามาทำงา นในกรุงเทพฯก็หาโอกาสไปเรียน กศน. สอบเทียบได้วุฒิ ม.ปลาย และเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แม้จะใช้เวลาเรียนนานมาก แต่ในที่สุดก็จบคณะเศรษฐศาสตร์

ตอนนี้ผมกำลังเรียนปริญญาโทด้านดนตรีแจ๊ซ ที่มหาวิทยาลัยรังสิต หลายคนบอกว่า “จะบ้าเหรอ อายุก็เยอะแล้ว จะเรียนไปทำไม” แต่ผมคิดว่า ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็เรียนได้ ผมสนุกกับการเรียนมาก และอยู่ในช่วงการทำวิทยานิพนธ์ ส่วนเรื่องงา นเพลงก็ยังไม่ทิ้งไปไหน ตอนนี้ก็มีวงของตัวเองอย่างที่ฝันไว้ ชื่อวง Type 1 Error ผมเป็นนักร้องนำ และได้ทำเพลงแนวเมทัลที่ชอบ นอกจากนี้ก็ยังทำร้านอาหารจีนด้วย

ปัจจุบันนี้ความตั้งใจของผมคือ ถ้าลูกโตจนเรียนจบ ดูแลตัวเองได้แล้ว ผมกับภรรยาคิดเหมือนกันว่าอยากบวชนาน ๆ เลยเพราะตัวผมเองอยากละทุกสิ่งทางโลกจริง ๆทุกวันนี้ก็เริ่มทำแล้ว แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควรเพราะสิ่งเร้ารอบตัวยังเยอะมาก ดังนั้นการบวชจึงเป็นเป้าหมายชี วิ ตที่วางแผนไว้

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชี วิ ตของผมเป็นการพบเจอ “ธรรมะ” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้คำสอน เพราะธรรมะเข้ามา“กระทบใจ” ให้ผมคิดและเปลี่ยนแปลงชี วิ ตจนพบกับความสุขสงบใจอย่างแท้จริง

เรียบเรียงข้อมูลโดย : เพจเกษตรบ้านทุ่ง

Facebook Comments Box