พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชงแนวทางจัดการน้ำ เอื้อคนไทยกลับบ้าน มีอาชีพรายได้มั่นคง

ผลกระทบจากวิก ฤ ต ทำให้แรงงา นในเมืองใหญ่ส่วนหนึ่ง มีแนวโน้มต้องกลับถิ่นฐานไปประกอบอาชีพในภาคเกษตรเป็นการถาวร ซึ่งหากประเทศไทยสามารถปรับโครงสร้างภาคเกษตร ปรับเปลี่ยนจากเกษตรรูปแบบเดิมมาสู่การเกษตรสมัยใหม่ที่ยั่งยืน ให้เป็นแหล่งจ้างงา นสร้างอาชีพอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ประชาชนมีรา ย ได้ยั่งยืน และสามารถประกอบอาชีพอยู่ในภูมิลำเนาของตัวเองได้ ทำให้คุณภาพชี วิ ตดีขึ้น โดยแนวทางสำคัญในการพัฒนาไปสู่แนวทางเกษตรสมัยใหม่ คือ การบริหารจัดการน้ำและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิต รวมทั้งการตลาดและช่องทางจัดจำหน่าย

การบริหารจัดการน้ำ ช่วยคนไทยกลับบ้านเกิด อย่างไรก็ตาม การพิจารณาการปรับโครงสร้างต่างๆ จำเป็นจะต้องยึดหลักและจัดตามความต้องการของประชาชน เช่น เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เริ่มตั้งแต่การจัดสรรน้ำ น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของปัญหาน้ำท่วม หรือการขาดแ ค ล นน้ำ แต่ต้องเป็นน้ำที่ใช้ เพื่อจะได้มีการกระจายให้เข้าถึงพื้นที่เพาะปลูกสิ่งสำคัญคือต้องยึดเป้าหมาย และปรับฟังก์ชั่นให้ตรงกับเป้าหมาย รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้ ปัจจุบันมีประชาชนที่เคยอยู่ในธุรกิจบริการและกลับไปภูมิลำเนาเดิม

เกษตรสมัยใหม่ รู้จักจัดการน้ำควบคู่ใช้เทคโนโลยี ในช่วงที่ผ่านมา เอสซีจี พยายามผลักดันเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อมีน้ำจะทำให้สามารถเพาะปลูก มีผลผลิตทางการเกษตร เรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน สร้างอาชีพได้อย่าง ยกตัวอย่าง ชุมชนบ้านสาแพะเหนือ จังหวัดลำปาง ที่เอสซีจีเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ และการทำเกษตรประณีตซึ่งส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พื้นที่เพาะปลูกไม่มากและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า

สามารถพึ่งพาตัวเองด้วยการนำองค์ความรู้ต่างๆ ในการเกษตรมาบริหารจัดการเกษตรสมัยใหม่และพัฒนาผลผลิตให้มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งปัจจุบันชุมชนบ้านสาแพะเหนือสามารถสร้างรา ยไ ด้ที่มั่นคงแก่คนในชุมชน 40-50 ครอบครัวสามารถป ล ด ห นี้ และมีเ งิ นกองทุนของชุมชนกว่า 10 ล้านบา ท

บ้านสาแพะเหนือ พลิกชี วิ ตและเศรษฐกิจจากการจัดการน้ำ นายธีระพงษ์ กลิ่นฟุ้ง ชุมชนบ้านสาแพะเหนือ เล่าว่า ชุมชนเคยประ ส บ ปัญหาน้ำไม่เพียงพอเพื่อทำการเกษตร โดยแนวทางแก้ปัญหาเริ่มจากการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ ก่อนที่จะตัดสินใจวางแผนลงมือแก้ไข และให้พี่เลี้ยงที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมาแนะนำ ได้แก่ เอสซีจี สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากนั้นจึงวางแผนแก้ปัญหา โดยเริ่มตั้งแต่สร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นไม้ ควบคู่กับการดูแลรักษาป่า ไม่ ตั ดไม้ทำ ล า ยป่ า และสำรวจพื้นที่แหล่งน้ำตามเส้นทางน้ำจากอ่างห้วยแก้ว สร้างแหล่งเก็บน้ำเพิ่ม ปรับปรุงแหล่งเก็บน้ำเดิม ป้องกันตะกอนไหลลงสู่แหล่งเก็บน้ำ เพื่อเอาน้ำเก็บไว้ใช้ทำเกษตรในฤดูแ ล้ ง

การใช้น้ำหมุนเวียนของลุ่มน้ำห้วยแก้วมี 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกคือ น้ำที่กระจายจากบ่อพวงคอนกรีต เข้าพื้นที่เกษตรรอบบ่อพวงแล้ว จะไหลลงไปในลำห้วยที่อยู่รอบข้างแปลงเกษตรทำให้ชุมชนสามารถสูบน้ำจากลำห้วยกลับขึ้นมาใช้ในแปลงเกษตร ทำให้ชุมชนสามารถสูบน้ำจากลำห้วยกลับขึ้นมาใช้ในแปลงเกษตรได้อีก ส่วนอีกหนึ่งรูปแบบใช้น้ำในลำห้วยแก้วบริเวณตอนล่าง (พื้นที่ทุ่งหลวง) จะถูกสูบน้ำขึ้นมาใช้บริเวณพื้นที่เกษตรทุ่งหลวง และด้วยพื้นที่เป็นแบบเทลาดลง ทำให้น้ำไหลตามร่องน้ำและพื้นที่เทลาดไหลกลับลงมาในลำห้วยอีกครั้ง ในลำห้วยจะมีวังเก็บน้ำที่ชุมชนขุดไว้ ก่อนฝายใต้ทราย (ดิน) แต่ละจุดสามารถสูบน้ำขึ้นไปใช้ทำการเกษตรด้านบนได้ ทำให้เกิดการหมุนเวียนน้ำใช้ทำเกษตรได้หลายรอบ

ปัจจุบัน บ้านสาแพะเหนือ เป็นชุมชนเกษตรกรรม 100% ทำการเกษตรตลอดทั้งปี ซึ่งการมีน้ำที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกทำให้ได้ผลผลิตดีมีราคาสูงขึ้น และสามารถต่อยอดการเพาะปลูกไปยังพืชผักอื่นๆ แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยชุมชนได้เรียนรู้เรื่องน้ำหมุนเวียนในหลายระบบ และทำระบบให้ต่อกันมีการหมุนเวียนการใช้น้ำ 6-7 รอบ ถือเป็นการพลิกฟื้นชุมชนให้รอดแ ล้ งและพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :  https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_186577

เรียบเรียงข้อมูล : เพจเกษตรบ้านทุ่ง

Facebook Comments Box