ความจริงจากปาก ครูอรสา วิชาภาษาไทย เปิดใจครั้งแรก ก่อนที่สังคมจะเข้าใจผิด

วันที่ 9 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า เฟซบุ๊ก พุทธ อภิวรรณ ได้เผยความจริงอีกมุมจาก ครูอรสา วิชาภาษาไทย ว่า จากเหตุการณ์นักเรียนชั้น ม.3 นำอาวุธเข้าไปภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ก่อนเกิดเหตุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตรวม 9 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และสังคม พร้อมทิ้งคำถามถึงสาเหตุ แรงกดดัน และปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้ก่อเหตุ
หนึ่งในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ คือพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุก่อนเกิดเหตุ โดยคนขับรถตู้ที่รับนักเรียนในวันดังกล่าว เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุมีท่าทีค่อนข้างสงบ ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติหรือมีพฤติกรรมที่บ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุรุนแรง ขณะที่ตลอดเส้นทาง นักเรียนบนรถแทบไม่มีการพูดคุยกัน ทำให้คนขับรถไม่ได้เอะใจกับสิ่งผิดปกติในขณะนั้น
ด้านญาติของนักเรียนที่เดินทางมากับรถตู้ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ก่อเหตุไม่ได้มีท่าทีผิดปกติอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากที่ครอบครัวเคยพูดคุยกัน มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าตัวอาจมีความกดดันเกี่ยวกับเรื่องการเรียนและเรื่องส่วนตัว แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าเรื่องใดเป็นสาเหตุโดยตรงของเหตุการณ์
ขณะที่ผู้ปกครองของนักเรียนบางราย ระบุว่า ลูกของพวกเขาเคยพูดคุยกับผู้ก่อเหตุ และเคยได้ยินเจ้าตัวบ่นว่าไม่อยากเรียนต่อที่โรงเรียนดังกล่าว โดยอธิบายว่าเป็นเด็กค่อนข้างเงียบ เก็บตัว พูดน้อย และอาจมีปัญหาหรือความกดดันบางอย่างที่ไม่ค่อยเปิดเผยให้คนรอบข้างรับรู้
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงสภาพแวดล้อมในโรงเรียนและความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อน รวมถึงการรับรู้ปัญหาของเด็กจากครอบครัวและบุคลากรทางการศึกษา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากหลายฝ่าย และไม่ควรนำมาใช้สรุปแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุโดยปราศจากหลักฐานที่ชัดเจน
พ่อผู้สูญเสียรายที่ 9 ไม่กล่าวโทษผู้ก่อเหตุ ฝากโรงเรียนดูแลเด็กให้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน พ่อของนักเรียนผู้เสียชีวิตรายที่ 9 ยอมรับว่าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก แต่ไม่ต้องการกล่าวโทษผู้ก่อเหตุ โดยมองว่าเด็กอาจต้องเผชิญกับปัญหาและแรงกดดันบางอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่เคยรับรู้
พร้อมฝากถึงลูกสาวและครูในโรงเรียนว่า อยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจรับฟังนักเรียนมากขึ้น และปรับเปลี่ยนบางเรื่องที่อาจเป็นปัจจัยก่อให้เกิดความกดดัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต
แม่ผู้ก่อเหตุเปิดข้อความแชตสุดท้าย ยืนยันไม่ได้ทอดทิ้งลูก
ด้านแม่ของผู้ก่อเหตุ เปิดเผยข้อความสนทนาครั้งสุดท้ายที่พูดคุยกับลูก โดยข้อความสุดท้ายมีคำว่า “ขอบคุณ” พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ทอดทิ้งลูกหรือปล่อยให้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง
แม่ยังระบุว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่าอาวุธที่ใช้ก่อเหตุมาจากที่ใด พร้อมกล่าวขอโทษต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบทุกคนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สนามบีบีกันใกล้บ้านยันไม่เคยพบผู้ก่อเหตุมาใช้บริการ
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัย คือแหล่งที่มาของอาวุธและความเป็นไปได้ที่ผู้ก่อเหตุจะเคยฝึกใช้อาวุธในสนามบีบีกันใกล้บ้าน
นักกีฬาบีบีกันและผู้เกี่ยวข้องกับสนามดังกล่าวยืนยันว่า ไม่เคยพบผู้ก่อเหตุมาขอใช้บริการ พร้อมขอให้สังคมแยกแยะระหว่างกิจกรรมกีฬาและการนำอาวุธไปใช้ก่อเหตุ โดยสนามมีมาตรการตรวจสอบและควบคุมการใช้บริการ
พร้อมเสนอแนวทางให้ทุกฝ่ายร่วมกันป้องกันการเลียนแบบพฤติกรรมรุนแรง และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัย ศิษย์เก่าเปิดประสบการณ์ถูกบูลลี่ เคยร้องเรียนแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ
ขณะเดียวกัน นายอาร์ต อดีตนักเรียนของโรงเรียน เปิดเผยประสบการณ์ในช่วงเรียนมัธยมต้นว่า เคยถูกกลั่นแกล้งและใช้ความรุนแรงจากกลุ่มนักเรียนบางราย และเคยร้องเรียนกับครูหลายคน แต่รู้สึกว่าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างที่คาดหวัง
เจ้าตัวระบุว่า ครูบางคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหา และเคยมีพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าความเดือดร้อนของนักเรียนถูกมองข้าม สุดท้ายต้องใช้วิธีอดทนและรอจนผู้ที่กลั่นแกล้งแยกย้ายออกจากโรงเรียน
ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนคำถามสำคัญว่า ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและช่องทางร้องเรียนภายในโรงเรียนควรมีประสิทธิภาพเพียงใด เพื่อให้เด็กที่กำลังเผชิญปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือได้ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย
“ครูอรสา” ครูภาษาไทย เปิดใจครั้งแรก ยืนยันการเรียนไม่ได้กดดัน
อีกหนึ่งบุคคลที่ถูกจับตามองคือ “ครูอรสา” ครูผู้สอนวิชาภาษาไทย ซึ่งเคยสอนผู้ก่อเหตุในช่วงชั้น ม.2 โดยครูอรสายืนยันว่า เคยสอนนักเรียนคนดังกล่าวจริง
ครูอรสาเปิดเผยถึงบรรยากาศในห้องเรียนว่า การเรียนการสอนไม่ได้มุ่งสร้างความกดดันให้กับนักเรียน และในบางช่วงยังมีการออกแบบวิธีการเรียนให้เหมาะสมกับตัวนักเรียนเป็นพิเศษ
ครูอรสายังเล่าถึงพฤติกรรมของนักเรียนในห้องเรียน โดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียนอาจไม่ได้ตรงกับภาพที่สังคมบางส่วนกำลังตั้งข้อสงสัย พร้อมย้ำว่า ในฐานะครู ความตั้งใจคือการสร้างนักเรียนให้มีคุณภาพและสามารถเติบโตออกไปเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้ทิ้งไว้เพียงคำถามว่า “อะไรคือสาเหตุของเหตุรุนแรง” แต่ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการรับฟังเสียงของเด็กอย่างจริงจัง ทั้งจากครอบครัว เพื่อน ครู และโรงเรียน
ข้อมูลจากครอบครัว ผู้ปกครอง อดีตนักเรียน และครู ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สังคมมองเห็นปัจจัยแวดล้อมรอบตัวเด็กได้มากขึ้น แต่การระบุแรงจูงใจที่แท้จริงยังต้องอาศัยกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือการสร้างระบบที่ทำให้เด็กสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ตั้งแต่เริ่มมีปัญหา ขณะที่ครอบครัว โรงเรียน และครูต้องเปิดพื้นที่ให้เด็กพูดคุยโดยไม่ถูกตัดสิน เพื่อร่วมกันหาทางออกและลดโอกาสเกิดเหตุรุนแรงซ้ำในอนาคต